พฤติกรรมของสิ่งมีชีวิต

พฤติกรรมของสิ่งมีชีวิต

พฤติกรรมที่เกิดจากการเรียนรู้ (Learned behavior)

   เป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นได้โดยอาศัยประสบการณ์หรือการเรียนรู้ของสัตว์ พฤติกรรมแบบส่วนนี้ส่วนใหญ่พบในสัตว์ชั้นสูงที่มีระบบประสาทที่เจริญดี แต่ในสัตว์ชั้นต่ำบางชนิดก็สามารถแสงดพฤติกรรมประเภทนี้ได้ พฤติกรรมประเภทนี้สามารถแบ่งย่อยออกเป็นแบบต่างๆได้ดังนี้

พฤติกรรมการเรียนรู้แบบแฮบบิชูเอชัน ( Habituation ) เป็นพฤติกรรมที่สัตว์หยุดตอบสนองต่อสิ่งเร้าเดิม แม้จะยังได้รับการกระตุ้นอยู่ เนื่องจากสัตว์เรียนรู้แล้วว่าสิ่งเร้านั้นไม่มีผลต่อการดำเนินชีวิตของตัวเอง เช่น

– การที่นกลดอัตราการบินหนีหุ่นไล่กา

– การเลิกแหงนมองตามเสียงเครื่องบินของสุนัขที่อาศัยอยู่แถวสนามบิน

พฤติกรรมการเรียนรู้แบบมีเงื่อนไข ( Conditioning ) เป็นพฤติกรรมการตอบสนองสิ่งเร้าที่ไม่แท้จริงได้เช่นเดียวกับสิ่งเร้าที่แท้จริง เช่น

– การทดลองของ อีวาน พาฟลอฟ ( Ivan Pavlov ) นักสรีรวิทยาชาวรัสเซีย เป็นการทดลองว่า สุนัขหลั่งน้ำลายเมื่อได้ยินเสียงกระดิ่ง (สิ่งเร้าที่ไม่แท้จริง)

1. ก่อนการเรียนรู้ ให้อาหาร (สิ่งเร้าที่แท้จริง) สุนัขน้ำลายไหล

2. ระหว่างการเรียนรู้ ให้อาหาร (สิ่งเร้าที่แท้จริง) สุนัขน้ำลายไหล พร้อมสั่นกระดิ่ง (สิ่งเร้าที่ไม่แท้จริง)

3. หลังการเรียนรู้ สั่นกระดิ่ง (สิ่งเร้าที่ไม่แท้จริง) สุนัขน้ำลายไหล – การฝึกสัตว์เลี้ยงที่บ้านให้แสนรู้ ฝึกสัตว์ไว้ใช้งาน ฝึกสัตว์แสดงละคร ล้วนมีพื้นฐานมาจากพฤติกรรมการเรียนรู้แบบมีเงื่อนไขทั้งสิ้น

 พฤติกรรมทางสังคมของสัตว์ (Social Behavior) มีการสื่อสารในหลายรูบแบบดังนี้

1.การสื่อสารด้วยท่าทาง ( Visual Signal ) เป็นท่าทางที่สัตว์แสดงออกมาอาจจะเป็นแบบง่ายๆ หรืออาจมีหลายขั้นตอนที่สัมพันธ์กัน เช่น

– การแยกเขี้ยวของแมว

– การเปลี่ยนสีของปลากัดขณะต่อสู้กัน

– สุนัขหางตกเมื่อต่อสู้แพ้และวิ่งหนี

– นกยูงตัวผู้รำแพนหางขณะเกี้ยวพาราสี นกยูงตัวเมีย

– การเต้นระบำของผึ้งเพื่อบอกแหล่งและปริมาณของอาหาร ถ้าแหล่งอาหารอยู่ใกล้ จะเต้นเป็นรูปวงกลม แต่ถ้าแหล่งอาหารอยู่ไกล จะเต้นคล้ายรูปเลขแปด และมีการส่ายก้นไปมาด้วย โดยถ้าส่ายก้นเร็ว แสดงว่าปริมาณอาหารมีมาก

2. การสื่อสารด้วยเสียง ( Sound Signal) เสียงของสัตว์ที่เปล่งออกมาในแต่ละครั้งจะแสดงถึงการตอบสนองสิ่งเร้าต่างๆ และสื่อความหมายที่แตกต่างกัน เช่น

 – เสียงที่ทำให้เกิดการรวมกลุ่ม เช่น เสียงของนกร้อง ไก่ แกะ และกระรอก

– เสียงเรียกคู่เพื่อผสมพันธ์ เช่น เสียงร้องของกบและคางคก เสียงขยับปีกของยุงตัวเมียเพื่อเรียกยุงตัวผู้

– เสียงเตือนภัย เช่น เสียงร้องของเป็ด นก และเสียงเห่าของสุนัข

– เสียงแสดงความโกรธ เช่น เสียงร้องของแมว สุนัข

3. การสื่อสารด้วยการสัมผัส ( Physical Contract ) เป็นการสื่อสารโดยใช้อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งสัมผัสกับสัตว์พวกเดียวกันหรือต่างพวกกัน เพื่อนกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมโต้ตอบกัน การสัมผัสเป็นการสื่อสารที่สำคัญอย่างหนึ่งของสัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม การสัมผัสจะเป็นการถ่ายทอดความรัก และมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาของลูกอ่อน ทำให้ลกเกิดความรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย ตัวอย่างสัตว์ที่มีการสื่อสารด้วยวิธีนี้ ได้แก่

– สุนัขเข้าไปเลียปากสุนัขตัวที่เหนือกว่า เพื่อบ่งบอกถึงความเป็นมิตรหรืออ่อนน้อมด้วย

 – ลิงชิมแพนซียื่นมือให้ลิงตัวที่มีอำนาจเหนือกว่าจับในลักษณะหงายมือให้จับ

 – ลูกนกนางนวลบางชนิดใช้จะงอยปากจิกที่จะงอยปากของแม่นกเพื่อขออาหาร

4. การสื่อสารด้วยสารเคมี ( Chemical Signal ) สัตว์หลายชนิดใช้สารเคมีที่เรียกว่า ฟีโรโมน ( Pheromone ) ซึ่งเป็นสารเคมีที่สัตว์สร้างขึ้น เมื่อหลั่งออกมาภายนอกร่างกายจะมีผลต่อสัตว์อื่นที่เป็นชนิดเดียวกัน ทำให้เกิดพฤติกรรมต่างๆได้ เช่น

– ดึงดูดเพศตรงข้าม เช่น การที่ผีเสื้อกลางคืนตัวเมียหลั่งสารเคมีออกมา เพื่อให้ดึงดูดผีเสื้อกลางคืนตัวผู้ที่อยู่ห่างหลายกิโลเมตรให้บินมาหาได้ หรือการที่ชะมดหลั่งสารเคมีที่ดึงดูดเพศตรงข้ามได้

 – บอกอาณาเขต เช่น กวางบางชนิดจะแตะสารเคมีกับต้นไม้เพื่อบอกอาณาเขต และการที่เสือดาวหรือสุนัขถ่ายปัสสาวะไว้ในที่ต่างๆ เพื่อบอกอาณาเขต

– นำทาง เช่น การหาอาหารของมด มดจะใช้ปลายท้องแตะที่พื้นแล้วปล่อยสารเคมีออกมาเป็นระยะๆทำให้มดตัวอื่นๆ ติดตามไปยังแหล่งอาหารได้ถูก

ประเภทพฤติกรรมของสัตว์

พฤติกรรมของสัตว์เป็นผลจากการทำงานร่วมกันระหว่างพันธุกรรมและสภาพแวดล้อม โดยที่หน่อยพันธุกรรมจะควบคุมระดับการเจริญของส่วนต่างๆ ของสัตว เช่นระบบประสาท ฮอร์โมน กล้ามเนื้อ และอื่นๆ ที่เป็ฯปัจจัยสำคัญก่อให้เกิดพฤติกรรมขณะที่สภาพแวดล้อมหรือประสบการณ์ที่สัตว์ได้รับในภายหลังทำให้พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปได้มาหบ้างน้อยบาง เป็ฯการยากที่จะตัดสินว่าพันธุกรรมหรือสภาพแวดล้อมมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมมากกว่ากัน อิทธิพลของพันธุกรรมจะเห็ฯได้ชัดเจนในสัตว์ชั้นต่ำมากกว่าสัตว์ชั้นสูง ด้วยเหตุนี้นักวิทยาศาสตร์ที่ต้องการจะศึกษาพื้นฐานทางธรรมชาติที่แท้จริงของพฤติกรรมจึงนิยมศึกษาในสัตว์ชั้นต่ำ โดยทั่วไปแล้วการแสดงพฤติกรรมของสัตว์ในธรรมชาติมักเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ในการอยู่รอด ตลอดจนเพื่อรักษาเผ่าพันธุ์ของตนเอง พฤติกรรมที่ถูกจัดว่ามีแบบแผนที่ง่ายที่สุดและทำให้สัตว์อยู่รอดได้คือการหลีกเลี่ยงที่จะถูกฆ่า ดังนั้นพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการหลบหลีกหนีศัตรูจึงแสดงออกได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ดีเพื่อง่ายแก่การศึกษาและทำความเข้าใจในที่นี้จะแบ่งประเภทของพฤติกรรมออกเป็น 2 แบบคือ

1. พฤติกรรมที่มีมาแต่กำเนิด (inherited behavior)

2. พฤติกรรมการเรียนรู้ (learned behavior)

1.พฤติกรรมที่มีมาแต่กำเนิด (Inherited behavior ):: เป็นพฤติกรรมแบบง่ายๆ เป็นลักษณะเฉพาะที่ใช้ในการตอบสนองต่อสิ่งเร้าชนิดใดชนิดหนึ่ง เช่น แสง เสียง แรงโน้มถ่วงของโลก สารเคมี หรือเหตุการณ์ที่เกิดเป็นช่วงเวลาที่สม่ำสมอ เช่น กลางวัน กลางคืน น้ำขึ้นน้ำลง ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงฤดูกาล ตอบสนองต่อการเคลื่อนไหวเพื่อปรับตำแหน่งที่เหมาะสม ความสามารถในการแสดงพฤติกรรมได้มาจากพันธุกรรมเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องเรียนรู้มาก่อน มีแบบแผนที่แน่นอนเฉพาะตัว สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันจะแสดงลักษณะเหมือนกันหมด สรุปลักษณะของพฤติกรรมที่มีแต่กำเนิด ได้แก่

1. เป็นนพฤติกรรมง่ายๆที่ตอบบสนองต่อสิ่งเร้าชนิดใดชนิดหนึ่ง

2. การแสดงพฤติกรรมได้มาจากพันธุกรรมเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องเรียนรู้มาก่อน

3. มีแบบแผนที่แน่นอนเฉพาะตัว สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันจะแสดงลักษณะเหมือนกันหมด ชนิดของพฤติกรรมที่มีมาแต่กำเนิด

1. รีเฟล็กซ์ (Reflex)

2. พฤติกรรมแบบรีเฟล็กซ์ต่อเนื่อง (Chain of Reflexes) หรือ สัญชาตญาณ (Instinct)

 3. ไคนีซีส (Kinesis)

4. แทกซีส (Taxis) รีเฟล็กซ์ (Reflex)

พฤติกรรมแบบรีเฟลกซ์ ( Reflex ) เป็นพฤติกรรมที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่มากระตุ้นอย่างรวดเร็วทันทีทันใด พฤติกรรมแบบนี้มีความสำคัญ เพราะช่วยให้สิ่งมีชีวิตรอดพ้นจากอันตรายได้ เช่น – การกระพริบตาเมื่อผงเข้าตา

– การยกเท้าหนีทันทีเมื่อเหยียบหนาม ของแหลม หรือของร้อน

 – การไอ การจาม เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในทางเดินหายใจ พฤติกรรมแบบรีเฟล็กซ์ต่อเนื่อง (Chain of Reflexes) เป็นพฤติกรรมที่ประกอบด้วยพฤติกรรมย่อยๆ หลายพฤติกรรมที่เป็นปฏิกิริยารีเฟลกซ์ ซึ่งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องกัน แต่เดิมใช้คำว่า สัญชาตญาณ ( Instinct ) แต่ในปัจจุบันคำนี้ใช้กันน้อยมากในทางพฤติกรรมเพราะมีความหมายกว้างเกินไป ซึ่งอาจรวมไปถึงพฤติกรรมที่มีมาแต่กำเนิดทุกๆแบบด้วย สัตว์พวกแมลง สัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์ปีก จะมีพฤติกรรมแบบเด่นชัด เช่น

– การดูดนมของทารก

 – การสร้างรังของนกและแมลง

– การชักใยของแมงมุม

– การกินอาหารของสัตว์แต่ละชนิด เช่น การแทะมะพร้าวของกระรอก

 – การเกี้ยวพาราสีของสัตว์ต่างๆ

– การฟักไข่และเลี้ยงลูกอ่อนของสัตว์

 – การจำศีลและการอพยพย้ายถิ่นของสัตว์

พฤติกรรมแบบไคนีซิส ( Kinesis ) :: เป็นพฤติกรรมที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าด้วยการเคลื่อนที่ทั้งตัวแบบมีทิศทางไม่แน่นอน คือ มีทิศทางที่ไม่สัมพันธ์กับทิศทางของสิ่งเร้า พฤติกรรมแบบนี้มักพบในสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังชั้นต่ำ และพวกโพรติสต์ ซึ่งมีหน่วยรับความรู้สึกที่มีประสิทธิภาพไม่ดีพอ เช่น

– การเคลื่อนที่ออกจากบริเวณที่อุณหภูมิสูงของพารามีเซียม

– การเคลื่อนที่หนีฟองแก๊ส CO2 ของพารามีเซียม

– การเคลื่อนที่ของตัวกุ้งเต้นเมื่ออยู่ในความชื้นที่แตกต่างกัน

 พฤติกรรมแบบแทกซิส ( Taxis ):: เป็นพฤติกรรมการเคลื่อนที่เข้าหาหรือหนีจากสิ่งเร้าอย่างมีทิศทางที่แน่นอน พฤติกรรมแบบนี้มักพบในสิ่งมีชีวิตที่มีหน่วยรับความรู้สึกที่มีประสิทธิภาพดีพอจะสามารถรับรู้และเปรียบเทียบสิ่งเร้าได้ เช่น

– การเคลื่อนที่เข้าหาแสงสว่างของพลานาเรีย

 – การเคลื่อนที่ของหนอนแมลงวันหนีแสง

– การเคลื่อนที่ของแมลงเม่าเข้าหาแสง

– การเคลื่อนที่ของค้างคาวเข้าหาแหล่งอาหารตามเสียงสะท้อน

 – การบินเข้าหาผลไม้สุกของแมลงหวี่

2.พฤติกรรมที่เกิดจากการเรียนรู้

 – เป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าไม่มีการเรียนรู้มาก่อน เป็นพฤติกรรมที่ซับซ้อน สัตว์จะมีพฤติกรรมเช่นนี้ได้ต้องมีระบบประสาท สัตว์ที่มีระบบประสาทดีจะเรียนรู้ได้มาก ในสัตว์ประเภทดูดนม จะมีพฤติกรรมแบบนี้ดีที่สุด – เป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นโดยอาศัยประสบการณ์ในอดีต ซึ่งเกิดในสัตว์ที่มีระบบประสาทส่วนกลาง สัตว์พวกแรกสุดที่มีพฤติกรรมการเรียนรู้คือหนอนตัวแบนในไฟลัมแพลธิเฮลมินติสพฤติกรรมที่เกิดจากการเรียนรู้ สามารถแบ่งออกได้หลายประการคือ

 พฤติกรรมการฝังใจ เกิดขึ้นเฉพาะในวัยแรกเกิดและมีการตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่ได้รับครั้งแรกสุดในชีวิต เช่น การเดินตามวัตถุที่ส่งเสียงได้และเคลื่อนที่ได้ของลูกไก่ ลูกห่าน ลูกหนู ลูกสุนัข วัว ควาย และลิง เมื่อได้รับสิ่งเร้าครั้งแรกสุดในชีวิตแล้ว อาจไม่ตอบสนองทันทีแต่อาจตอบสนอง เมื่อถึงระยะเวลาที่มีความพร้อมของร่างกาย เช่น การว่ายน้ำกลับมาว่างไข่ยังแม่น้ำเดิมที่มันเกิดของปลา แซมมอล โดยสิ่งเร้าที่ได้รับครั้งแรก คือ กลิ่นของแม่น้ำหรือการบินกลับมาว่างไข่ของแมลงหวี่บนพืชชนิดหนึ่งที่มันเกิดโดยกลิ่นของพืชชนิดนั้นๆ เป็นสิ่งเร้าพฤติกรรมการผสมพันธุ์โดยการเลือกคู่ผสมพันธุ์ที่มันได้สัมผัสคุ้นเคยตั้งแต่เล็กๆ มากกว่านกสปีชีส์เดียวกัน พฤติกรรมการฝังใจ เป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อสิ่งเร้านั้นต้องกระตุ้นในช่วงเวลาจำกัดของ วัยแรกเกิด ชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น ซึ่งแรกว่าระยะวิกฤต ซึ่งเมื่อพ้นระยะนี้แล้วสัตว์จะไม่แสดงพฤติกรรมนี้อีก แม้จะได้รับสิ่งเร้านี้อีกก็ตาม เช่น ช่วงระยะวิกฤตของการฝังใจต่อวัตถุที่เคลื่อนที่ได้ของลูกห่านหรือสัตว์ปีกอื่นๆ ประมาณ 15 ชั่วโมง หลังฟักออกจากไข่ ถ้าเกินช่วงเวลานี้ไปแล้วโอกาสที่จะแสดงพฤติกรรมดังกล่าวจะลดน้อยลงไป

 พฤติกรรมความเคยชิน – เป็นการเรียนรู้ที่ง่ายที่สุด คือเป็นอาการตอบสนองของสัตว์ที่มีต่อตัวกระตุ้น ซึ่งไม่มีความหมายต่อการดำรงชีวิตของมันเลย เช่น สุนัขจ้องมองเห่าเครื่องบินในครั้งแรกที่มันได้ยินเสียงเครื่องบินแต่เมื่อมันได้ยินซ้ำทุกๆวัน และไม่ได้เกิดผลอะไรกับตัวมัน มันก็เลิกสนใจไปเอง

พฤติกรรมการเรียนรู้อย่างมีเงื่อนไข

-เป็นการนำสิ่งกระตุ้นชนิดหนึ่งเข้าไปแทนที่สิ่งกระตุ้นเดิมในการชักนำให้เกิดการตอบสนองชนิดเดียวกันขึ้น เช่น ทุกครั้งที่สุนัขได้กลิ่นหรือเห็นอาหารก็จะน้ำลายไหล การเรียนรู้จะหายไปได้เมื่อหยุดการให้รางวัล พ

ฤติกรรมการเรียนรู้โดยการทดลองทำหรือการลองผิดลองถูก สัตว์จะแสดงพฤติกรรมที่ตอบสนองต่อสิ่งเเร้าที่เป็นประโยชน์ต่อตัวมันอีกครั้ง ถ้ามีโอกาสทำได้ และจะไม่พยายามแสดงพฤติกรรมที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อตัวมัน เช่น การให้ไส้เดือนเลือกเดินไปในกล่องรูปตัว T ซึ่งข้างหน้าโปร่งแสงแต่มีกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ และอีกข้างหนึ่งมืดและอับชื้น ในตอนแรกไส้เดือนจะเลือกเดินทางมืดเพียง 50? เมื่อให้เดินใหม่พบว่าเลือกเดินทางมืดเพิ่มขึ้นเป็น 90 ?เป็นพฤติกรรมที่ไม่สามารถหาความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเร้าได้ ไม่มีแผนการเป็นขั้นตอนในการแก้ปัญหา ไม่สามารถคาดคะเนผลที่จะเกิดขึ้นได้ ลองทำดูก่อนซึ่งถ้าเกิดผลดีก็จะทำต่อไปถ้าเกิดผลเสียก็จะลดการกระทำ ดังนั้นแรกๆ เปอร์เซ็นต์กระทำถูกและผิดจะพอๆกัน แต่ในครั้งหลังๆ เปอร์เซ็นต์ กระทำถูกและผิดจะพอๆกัน แต่ในครั้งหลังๆ เปอร์เซ็นต์ถูกจะสูงขึ้นเปอร์เซ็นต์ผิดจะลดลง

 พฤติกรรมการเรียนรู้แบบใช้เหตุผล ( Reasoning ) เป็นพฤติกรรมที่แสงดออกโดยใช้สติปัญญาในการแก้ปัญหาต่างๆ โดยไม่ต้องทดลองทำ ซึ่งเป็นการใช้ประสบการณ์หลายอย่างในอดีตมาช่วยในการแก้ปัญหาสถานการณ์ใหม่ในครั้งแรก เช่น

 – การทดลองของโคเลอร์ ( W. Kohler ) เกี่ยวกับการแก้ปัญหาของลิงชิมแพนซี – การใช้เหตุผลของคนในการแก้ปัญหาต่างๆ

ข้อความนี้ถูกเขียนใน Uncategorized คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s